แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Sky แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Sky แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

Mammatus cloud @ BKK Thailand

Mammatus cloud เมฆตะปุ่มตะปํ่า (Bumpy clouds) เมฆทรวงอก ลักษณะเมฆจะเป็นก้อน ปุ่ม ย้อยคล้ายถุงห้อยลงมาจากท้องฟ้า โดยคำว่า "mammatus" มาจากภาษาลาติน mamma แปลว่าเต้านม หรือ ทรวงอก ซี่งมาจากการที่ก้อนเมฆมีลักษณะคล้าย เต้านมของวัว โดยแต่ละปุ่มมีขนาดใหญ่ 1 - 3 กิโลเมตร ยืนยาวลงมาประมาณ 0.5 กิโลเมตรหรือยาวหลายร้อยกิโลเมตร ปรากฏการณ์ นี้อาดเกิดขึ้น 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ปรากฏการณ์ เมฆนี มีส่วนเชื่อมโยงกับ การเกิดพายุใหญ่ หรือพายุเทอนาโด
และมักจะพบเห็นเมฆนี้หลังเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
ไม่ค่อยได้เห็นเมฆทรวงอก ในกรุงเทพเท่าไหร่ แต่ช่วงหน้าฝนนี้ ได้เห็น 2 ครั้งแล้ว ครั้งนี้เห็นความอลังการของเมฆนี้ ทั้งดูน่ากลัว และสวยสุดๆ

เมฆกำลังก่อตัวเป็น Mammatus

 เริ่มเป็นก้อนเห็นชัด และใหญ่ขึ้น


แผ่ปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่ยาวมาก ระยะเวลา นานพอดู


ซูมมาใกล้ เป็นก้อนย้อยลงมาจากฟ้า


เริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆแล้วก็สลายไป


วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

Sky






ท้องฟ้ากรุงเทพ ก่อนวันมาฆะบูชา
Cumulus Cloud
อ่านข้อมูลเมฆนี้ได้ที่ : http://en.wikipedia.org/wiki/Cumulus_cloud ,http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%86

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

irridescent clouds ( Rainbow Cloud)



Rainbow Cloud @ Bangkok 14/06/09

ปรากฎการณ์ 'เมฆสีรุ้ง' มีชื่อเรียกทั่วไปว่า irridescent clouds ภาษาทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า Irisation คือมันเป็นการเกิดสีบนเมฆ ต่างหากจาก ทรงกลดแบบที่เรียกว่า โคโรน่า พวกเฮโลกับโคโรน่านี่เป็นวงกลมอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดแสงคือ ดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ โคโรน่า จะเป็นวงรัศมีประมาณไม่เกิน ๑๐ องศา(นับจากขอบฟ้าด้านหนึ่งไปด้านตรงข้ามเป็น ๑๘๐ องศา) ส่วน เฮโล จะเป็นวงรัศมี ๒๒ หรือ ๔๕ องศา อันมาจากความแตกต่างของมุมหักเหของแสง ส่วน Irisation นั้น ไม่เป็นวง เป็นแต้มบนเมฆ และจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ประมาณ ๕-๔๕ องศา จะเป็นสีอะไรก็ได้ แล้วแต่ขนาดของเม็ดน้ำ และระยะห่างระหว่างเม็ด เช่น ถ้าเม็ดน้ำอยู่ใกล้กันกว่าความยาวของคลื่นแสง(สีนั้นๆ) มันก็จะโอเว่อร์แล็พ(นึกภาษาไทยไม่ทันค่ะ ขออภัย)กัน แล้วทำให้ออกเหลือบๆดูเป็นสีแบบ metalic แต่บางครั้งจะเห็นเป็นแถบสีอย่างชัดเจนตามส่วนขอบของเมฆ ถ้าปรากฏการณ์นี้อยู่ใกล้ๆกับดวงอาทิตย์ มันก็คล้ายๆกับปรากฏการณ์ ทรงกลด นั่นแหละค่ะ แต่มันเกี่ยวข้องเฉพาะหยดน้ำในก้อนเมฆ ไม่ใช่หยดน้ำในอากาศทั่วไป(ซึ่งแห้งกว่า เลยไม่เห็นเป็นทรงกลดจริงๆ) เห็นเค้าว่า โดยทั่วไป เรามักจะเห็นเป็นสีม่วง กับสีชมพู คลื่นเมื่อมันหักเหแบบ diffraction ออกมาแล้ว มันก็ยังทำการ interference กันอีก แล้วแต่ว่าจะเป็น order ไหนของ interference เราดูได้จากสีของมันค่ะ แล้วก็ยังบอกลักษณะทางกายภาพได้ด้วยว่า หยดน้ำเล็กๆพวกนี้ มัน uniform (คือความเท่าๆกันของขนาดในกลุ่มหยดน้ำเหล่านี้) แค่ไหน หรือกำลังฟอร์มตัวขึ้นมา หรือกำลังระเหยไปอีก

ที่มาข้อมูล : http://sci4fun.com/cloud/cloud.html

Crepuscular Ray



Crepuscular Ray @ Bangkok 30/10/09 :17.29 pm.



Crepuscular Ray @ Bangkok 1/11/09 :14.56 pm.



Crepuscular Ray @ Bangkok 1/11/09 :16.54 pm.


ลำแสงคเรปูสกูลาร์ Crepuscular Ray


ชื่ออื่น : sunbeams, sunburst, sun rays, Sun Drawing Water, Backstays of the Sun, ropes of Maui, Jacob's Ladder, God Rays, cloud breaks, fingers of god (God's Fingers), Volumetric Lighting, Buddha's Fingers,

Crepuscular Ray เป็นลำแสงอาทิตย์ ที่ดูเหมือนกับจะกระจายออกจากจุดเดียวกัน(ดวงอาทิตย์)บนท้องฟ้า สามารถเกิดหลังก้อนเมฆ หรือวัตถุอื่นๆ ก็ได้ เช่น ต้นไม้ ภูเขา และ อาคาร

คำว่า crepuscular มีที่มาจากเวลาที่มันมักเกิด ที่เรียกว่า crepuscular hours คือในช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้น และก่อนพระอาทิตย์ตก เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว มีความแตกต่างของแสง (contrast) มากนั่นเอง

แม้ว่า Crepuscular Ray จะดูเหมือนกับกระจายออกจากจุดเดียวกัน แต่ที่จริงแล้ว ลำแสงทั้งหลายนี้ขนานกัน (อย่าลืมว่า ดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าโลกมากๆ) ภาพลวงตานี้มีสาเหตุมาจาก linear perspective

นอกจากจะเกิดบนท้องฟ้าแล้ว Crepuscular Ray ยังเกิดใต้น้ำได้อีกด้วย เช่น ภายใต้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลก

Crepuscular Ray มี 3 ประเภทหลัก :

  1. ลำแสงที่ลอดจากช่องเปิดหรือรูของเมฆที่อยู่ระดับต่ำ เรียกว่า บันไดของจาคอป (Jacob's Ladder)
  2. ลำแสงกระจายออกจากหลังก้อนเมฆ
  3. ลำแสงสีออกชมพูหรือแดง พุ่งออกมาจากใต้ขอบฟ้า ซึ่งมักจะถูกเข้าใจว่าเป็น เสาแสง (Light Pillars)

ทำไมเราถึงเห็นลำแสง?

  1. เงา (shadow) : จะต้องมีวัตถุที่ปิดกั้นแสง ทำให้เกิดเงามืดระหว่างลำแสง อาจจะเป็น ก้อนเมฆ ต้นไม้ หรือ วัตถุอะไรก็ได้
  2. การกระเจิง (scattering) : เมื่อแสงส่องผ่านอากาศที่มีอนุภาคเล็กๆ เช่น ฝุ่น จะเกิดการกระเจิง ทำให้เราเห็นลำแสงได้ชัดเจนขึ้น เช่น ลำแสงของไฟหน้ารถที่วิ่งผ่านหมอก หรือฝุ่น
  3. (Linear Perspective) : เส้นต่างๆ ที่ออกมาจากจุดเดียวกันที่อยู่ไกลมาก จะดูเหมือนกับจะอยู่ห่างกันมากขึ้น เมื่อเข้ามาใกล้กับผู้สังเกตุการณ์ เช่น เสาไฟฟ้า หรือ ถนน
ที่มาบทความ :http://sci4fun.com/skyobserve/skyobserver.html

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สุริยุปราคา22 กรกฎาคม 2009 ที่กรุงเทพ



เป็นการเกิด สุริยุปราคาเต็มดวงที่ยาวนานอีกครั้งนึงในศตวรรษนี้ หลังจาก เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สุดแสนมหัศจรรย์ เป็นความโชคดีของฝั่งเอเซีย ที่ได้เห็นปรากฎการณ์นี้ในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงเมืองไทยด้วย
แต่ที่เมืองไทย เห็นแค่ 60% เท่านั้น Partial eclipse in Bangkok 22 July 2009
ท้องฟ้าในกรุงเทพปิด ทำให้โอกาสเห็นปรากฎการณ์นี้มีเพียงน้อยนิส แต่ก็บังเอิญจริงที่มีโอกาสได้เห็นกับเค้า แค่ช่วง วินาทีนึง ก็ยังดีที่ได้เห็นกับปรากฎการณ์นี้ Longest Solar Eclipse of the 21st Century 22 July 2009

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"รุ้งกินน้ำ"





"รุ้งกินน้ำ"
"รุ้งกินน้ำ" ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า "Rainbow" ซึ่งมาจากคำย่อย 2 คำ คือ Rain+bow ซึ่งสื่อถึง "โค้งที่เกิดขึ้นเมื่อมีฝน" อย่างไรก็ตาม เราต่างก็ทราบดีว่า เราจะสามารถเห็นรุ้งกินน้ำได้ ไม่ใช่เนื่องจากฝน (ละอองน้ำ) อย่างเดียว แต่ต้องมี แสงอาทิตย์ (จากดวงอาทิตย์) ด้วย
"รุ้งกินน้ำ"...เกิดขึ้นได้อย่างไร
รุ้งกินน้ำมีสีสันต่างๆ เกิดจากปรากฎการณ์ระหว่างแสงกับหยดน้ำที่ล่องลอยปะปนอยู่ในอากาศ เมื่อเรามองด้วยตาเปล่าแสงอาทิตย์จะเป็นสีขาว แต่ในความเป็นจริงนั้นแสงอาทิตย์ประกอบด้วยแสงสีต่างๆ 7 สีอันได้แก่ สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสดและสีแดง เมื่อแสงอาทิตย์กระทบกับผิวของหยดน้ำฝนก็จะเกิดการหักเหของแสงแยกออกเป็น สีสันต่างๆ โดยที่แสงนี้เหล่านี้จะสะท้อนผิวด้านในของหยดน้ำหักเหอีกครั้งเมื่อสะท้อน ออก ส่วนมากแสงจะสะท้อนเป็นรุ้งตัวเดียว แต่ในบางครั้งแสงจะสะท้อนถึง 2 ครั้งก็เท่ากับว่าจะทำให้เกิดรุ้งกินน้ำขึ้นถึง 2 ตัว
จะมองหา "รุ้งกินน้ำ" ได้ที่ไหน และเมื่อใด ?
  • หลังฝนตก และมีแดดออก
  • ถ้า เกิดรุ้งกินน้ำบนท้องฟ้า รุ้งกินน้ำจะอยู่ด้านตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ และอยู่ด้านเดียวกับละอองน้ำ (ละอองฝน) ดังนั้น เวลาจะมองหารุ้งกินน้ำ ให้หันหลังให้ดวงอาทิตย์เสมอ
กระบวนการเกิดรุ้งกินน้ำในธรรมชาติ
  • แสงเดินทางมาถึงหยดน้ำ
  • แสง เกิดการหักเห เนื่องจากมีการเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นต่างกัน (จากอากาศสู่น้ำ) โดยแสงสีน้ำเงินจะหักเหมากกว่าแสงสีแดง
  • แสงเกิดการสะท้อนภายในหยดน้ำ เนื่องจากผิวภายในของหยดน้ำ มีความโค้งและผิวคล้ายกระจก
  • แสงเกิดการหักเห จากภายในหยดน้ำผ่านสู่อากาศอีกครั้ง
เมื่อดูโดยรวม มุมสะท้อนของแสงสีแดง คือ 42 องศา ในขณะที่มุมสะท้อนของ แสงสีน้ำเงิน คือ 40 องศา


รุ้งมี 7 สี : ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด(ส้ม) แดง :
รุ้งประกอบด้วยสีมากมาย ไล่เรียงตั้งแต่สีม่วงจนกระทั่งถึงสีแดง รุ้งเกิดจากแสงอาทิตย์ จึงมีสีครบเต็มสเปคตรัม
โค้งรุ้งกินน้ำจะมีขนาดใหญ่ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ขอบฟ้า เช่น ตอนเช้า หรือ ตอนเย็น .......โดย ปกติ รุ้งกินน้ำไม่สามารถเกิดเต็มวงได้ เนื่องจากมีพื้นดินมาบังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อจำกัดในการเกิดรุ้งกินน้ำ เราอาจพูดได้ว่า เราสามารถเห็นรุ้งกินน้ำเต็มวงได้ หากอยู่บนเครื่องบิน ที่บินอยู่เหนือกลุ่มของละอองน้ำ หรือ ยืนอยู่บนยอดเขา มองลงไปในหุบเขาที่มีละอองน้ำ เป็นต้น
รุ้งกินน้ำจะมี อยู่ 2 ชนิด คือ
1. รุ้งปฐมภูมิ เกิดจากแสงตกกระทบหยดน้ำทางขอบบน เกิดการหักเห 2 ครั้ง สะท้อนกลับหมด 1 ครั้ง โดยจะเห็นเป็นสีต่าง ๆ กันมีสีแดงอยู่บนและมีสีม่วงอยู่ล่างสุด จะเกิดเป็นรุ้งตัวล่าง (มีสีเข้มกว่าตัวล่าง)
2. รุ้งทุติยภูมิ เกิดจากแสงตกกระทบหยดน้ำทางขอบล่าง เกิดการหักเห 2 ครั้ง สะท้อนกลับหมด 2 ครั้ง โดยจะเห็นเป็นสีต่าง ๆ กันมีสีม่วงอยู่บนและมีสีแดงอยู่ล่างสุด จะเกิดเป็นรุ้งตัวบน

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พระอาทิตย์ทรงกลด (Sunholes)




ในบางครั้งเมื่อเรามองดูดวงอาทิตย์ในท้องฟ้า จะเห็นพระอาทิตย์หลายๆ ดวงซ้อนกัน มีขนาดโตกว่าปรกติ และมีรังสีรุ้งพร่าพราวสวยงามมาก ถ้าท่านได้มีโอกาสเห็นเฃ่นนี้แล้วขอให้เข้าใจเถอะว่าภาพพระอาทิตย์ที่เห็นนั้นตัวจริงมีเพียงดวงเดียว คือ ดวงที่อยู่ตรงกลางมีความสดใสมากที่สุดส่วนขนาดที่โตออกไปนั้นเป็นภาพสะท้อนออกไป มีรัศมีโดยรอบเรียกว่าพระอาทิตย์ทรงกลด

การเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดว่า เกิดขึ้นจากบรรยากาศของโลกในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุด และเป็นที่อยู่ของกลุ่มเมฆจำนวนมาก มีอากาศเย็นจัดตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น จนทำให้ละอองน้ำในอากาศ ณ เวลานั้นๆ แข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งอนุภาคเล็กๆ จำนวนมหาศาลลอยอยู่บนท้องฟ้า

ทั้งนี้ เมื่อ พระอาทิตย์ขึ้น และส่องแสงทำมุมกับเกล็ดน้ำแข็งได้อย่างเหมาะสม จะเกิดการหักเหและการสะท้อนของแสง ทำให้เกิดเป็นแถบสีรุ้ง (sprectrum) คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำหลังฝนตกขึ้น โดยปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดจะเกิดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งมีความชื้น จากฝนมาก เวลาที่เหมาะสมได้แก่ ช่วงก่อน 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงเศษๆ ซึ่งเกล็ดน้ำแข็งยังไม่ละลาย แต่เมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเกล็ดน้ำแข็งจะได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากจนละลายหมดไป

ส่วนแสงสีที่ตามองเห็นนั้น จะขึ้นกับการทำมุมของแสงอาทิตย์และเกล็ดน้ำแข็ง แต่โดยทั่วไปเรามักจะเห็นเป็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ มากที่สุด สำหรับขนาดของพระอาทิตย์ทรงกลดจะมีขนาดแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะมีขนาดเฉลี่ย 30 องศา โดยการลากเส้นตรง 2 เส้น มาบรรจบกันที่ดวงตาผู้มอง ได้แก่ เส้นตรงที่ลากจากกึ่งกลางของปรากฏการณ์มาที่ตาผู้มอง และเส้นตรงที่ลากจากขอบของปรากฏการณ์มาที่ดวงตาผู้มอง ซึ่งเป็นหลักการวัดระยะเชิงมุมของวัตถุต่างๆ บนท้องฟ้า เช่น ดวงดาว เป็นต้น

ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดไม่สามารถคาดการณ์การเกิดล่วงหน้าได้ แต่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย พบได้มากในปีที่มีฝนหลงฤดู จึงทำให้มีความชื้นในอากาศมากตามไปด้วย จะเกิดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมีความชื้นจากฝนมาก เวลาที่เหมาะสมได้แก่ ช่วงก่อน 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงเศษๆ ซึ่งเกล็ดน้ำแข็งยังไม่ละลาย แต่เมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเกล็ดน้ำแข็งจะได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากจนละลายหมดไป ในวันที่เกิดพระอาทิตย์ทรงกลดจะเป็นวันที่อากาศไม่ร้อนจัด ไม่มีฝนตกปุบปับอย่างแน่นอน เว้นแต่จะมีลมพายุพัดเมฆฝนจากที่อื่นมา

คนไทยนับถือดวงอาทิตย์เป็นเทวดาเบื้อง บนองค์หนึ่ง สังเกตจากการเรียกนำหน้าว่า “พระ” ส่วนกลดก็ถือเป็นของสูงสำหรับพระ เช่น กลดของพระธุดงค์ ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบได้กับกลดของพระที่กำลังถูกล้อมรอบไว้ด้วยแสงของดวง อาทิตย์ไว้นั่นเอง จึงถือเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เป็น “มหิธานุภาพ” ของดวงอาทิตย์ มีความหมายในทางที่ดี มีมงคลแก่ทุกคนบนโลก